4 หลักเกณฑ์ ในการเลือกระบบ Virtualization สำหรับอนาคต โดย IDC
vmware-administrator
9 Jan 2026 AT 13:29 GMT+0700
Virtualization ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับปี คศ. 2026 เรื่องราวนี้เคยเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจและผลิกโฉมให้โครงสร้างไอทีขององค์กรมานานหลายทศวรรษ หลายองค์กรมักเริ่มจากการสร้างระบบ Virtualization ขนาดเล็กใช้ภายใน ต่อมาจึงขยายระบบและอัปเกรดเวอร์ชันใหม่ กลายเป็นแกนหลักให้กับบริการต่างๆขององค์กร
ตัดภาพกลับที่ปัจจุบันความต้องการของระบบ Virtualization เริ่มเปลี่ยนไป เพราะระบบไอทีองค์กรมีความซับซ้อนมากกว่าที่เคย ด้วยคอนเซปต์ใหม่ของแอปพลิเคชันและ Cloud ซึ่งที่โดดเด่นคือ AI Workload ที่สะท้อนถึงความแปลกใหม่ของโลก Virtualization ได้เป็นอย่างดี ที่ต้องการฮาร์ดแวร์ใหม่ อาศัย Container เป็นรากฐาน พร้อมการเข้าถึงข้อมูลมหาศาล ดังนั้นองค์กรจำนวนมากจึงต้องกลับมาประเมินภาพของระบบ Virtualization ของตนอีกครั้ง หากคุณพร้อมที่จะก้าวไปสู่รากฐานไอทีแห่งอนาคต ในบทความนี้เราจะกล่าวถึง 4 หลักเกณฑ์เพื่อประเมินระบบ Virtualization จาก IDC และ ข้อเสนอของ VMware Cloud Foundation 9

4 หลักเกณฑ์ ในการประเมินระบบ Virtualization ขององค์กรโดย IDC
1.) ความสามารถเชิงเทคนิค
ด้วยความที่เทคโนโลยี Virtualization เป็นสิ่งที่องค์กรคุ้นเคยมาเนิ่นนาน ผ่านการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันจึงถูกความคาดหวังในหลายด้าน ทั้งเรื่องฟีเจอร์ที่ครบครัน ความสเถียรของระบบ แต่ 3 ปัจจัยที่โดดเด่นในมุมของเทคนิค ได้แก่
- ความสามารถในการขยายตัว(Scale) – ขนาดของ VM หรือเครื่อง Physical ยังคงเติบโตอย่างคงที่และจะยิ่งเพิ่มขึ้นในยุค AI โดยความสามารถในการขยายตัวรองรับการเติบโตต้องพิจารณาในหลายระดับ เช่น
- การรองรับขีดจำกัดสูงสุดในหนึ่งโฮสต์ เช่น รองรับ CPU Socket, Core, RAM หรือ ทรัพยากรต่อ VM ได้มากแค่ไหน
- การทำงานของหลายโหนดร่วมกันต่อคลัสเตอร์ การจัดการหลายคลัสเตอร์ และ การจัดการหลายดาต้าเซ็นเตอร์ โดยความท้าทายจะเกิดกับระบบ Virtualization ที่ขยายสู่ Private Cloud และต้องการการขยายตัว จึงเริ่มพบข้อจำกัด โดยเฉพาะกับงาน AI Workload
- ตัวเลขในเชิงทฤษฎีอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แม้ว่าจะมีกรณีการใช้งานจำนวนน้อยที่จะไปถึงขีดจำกัด แต่การหาคำตอบเพื่อทราบถึงจุดที่ประสิทธิภาพจะลดทอน หรือเริ่มพบปัญหาก็เป็นเรื่องที่ควรรู้
- ประสิทธิภาพ – หัวข้อนี้มักอ้างถึง Overhead ในการทำงาน แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยที่บ่งชี้ถึงแง่มุมด้านประสิทธิภาพของระบบ Virtualization เช่นกัน
- ความสามารถในการรองรับ GPU และ DPU รุ่นล่าสุดในท้องตลาด ที่กำลังเป็นเทรนด์การเติบโต โดยต้องสามารถแสดงศักยภาพด้านการ Virtualization กับฮาร์ดแวร์เหล่านี้ได้เพื่อประโยชน์ที่คุ้มค่ากับองค์กร
- องค์กรย่อมคาดหวังกับความสม่ำเสมอแม้จะเจอกับสถานการณ์ที่ Load เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การมีระบบติดตามจะช่วยให้ตอบสนองได้ไว นอกจากนี้ระบบ Virtualization ยังต้องมีความสามารถในการฟื้นฟู โยกย้าย หรือจัดการสถานการณ์ ได้ก่อนที่โหนดจะเข้าสู่ภาวะเสี่ยงกระทบต่อการให้บริการ
- การย้าย VM ได้รวดเร็วช่วยเรื่องของความคงทนได้ในหลายมิติ กระนั้นองค์กรยังต้องมองหาระบบ Virtualization ที่มีความสามารถการโยกย้าย VM ได้พร้อมๆกันด้วย ซึ่งแม้ Live Migration จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานของโซลูชันเหล่านี้ แต่องค์กรควรศึกษาถึงรายละเอียดเชิงเทคนิค หรือฟีเจอร์เสริมอื่น เช่น การรองรับ CPU ต่างชนิด และการปฏิบัติการกับ Storage ก็สำคัญไม่ต่างกับ VM
- ความมั่นคงปลอดภัย – ผู้ให้บริการด้าน Virtualization ต้องมีวิสัยทัศน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยอย่างสูงสุด ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม การเขียนโค้ด การตอบสนองกับช่องโหว่ใหม่ การมีระบบ Automation ที่ช่วยตอบสนองช่องโหว่ได้รวดเร็ว และความใส่ใจจริงจังกับการค้นหาช่องโหว่ร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชายภายนอก เช่นโปรแกรม Bug Bounty ตลอดจนการผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างกว้าง ก็ถือเป็นความพร้อมในการให้บริการที่สำคัญ นอกจากนี้การที่ Virtualization ต้องทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์อื่นอยู่ตลอดเวลา การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้าน 3rd Party หรือผู้ผลิตอุปกรณ์นั้นๆเพื่อเพิ่มฟังก์ชันเข้ามาเปิดใช้ในซอฟต์แวร์ Virtualization ก็เป็นคุณสมบัติที่ Vendor พึงมี
2.) ต้นทุน ไม่ใช่เรื่องตรงไปตรงมา
หลายคนทราบดีเกี่ยวกับรายละเอียดของ License ที่มักประเมินตาม Socket, Core, RAM ฯลฯ ซึ่งมักถูกเหมารวมว่านี่คือต้นทุนเพียงอย่างเดียวของระบบ Virtualization แต่ผิดถนัดเพราะอันที่จริงแล้วการประเมินค่าใช้จ่ายของระบบ Virtualization ในองค์กร ต้องมองถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย
- ฮาร์ดแวร์ – ฮาร์ดแวร์มีอายุการใช้งานจำกัด เมื่อเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ย่อมกระทบต่อ Config ที่เคยกระทำกับซอฟต์แวร์ Virtualization ด้วย คำถามคือผู้ให้บริการรองรับตัวเลือกฮาร์ดแวร์ในท้องตลาดได้มากแค่ไหน เพื่อที่จะสามารถดูแลได้อย่างรวดเร็ว และ ได้ประโยชน์จะเทคโนโลยีใหม่ของฮาร์ดแวร์ ซึ่งหัวข้อในปัจจุบันจะมีเรื่องของ GPU และ Accelerator อีกด้วย
- Efficiency – ระบบ Virtualization อาจวัดจุดตัดในเรื่องของประสิทธิภาพในการรองรับ Load หนักหน่วง โดยการมาถึงของ Software-defined ทำให้ซอฟต์แวร์ Virtualization มีเทคนิคเพิ่มขึ้นมาก เช่น การใช้ Flash มาต่อขยาย Memory หรือการปรับปรุงประสิทธิภาพของ Compute, Memory และ Storage เรื่องเหล่านี้เป็นหัวข้อที่จำเป็นต้องทดสอบด้วยระบบวัดผลติดตามเพื่อสร้างความมั่นใจ ไม่ใช่แค่การอ่านเอกสารว่ามี
- การปฏิบัติการ – ต้นทุนจากการปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบ Virtualization เป็นสิ่งที่น่าคิด ไม่น้อยไปกว่าปัจจัยอื่น ซึ่งแม้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในภาพของบริการแอปพลิเคชัน แต่กลับเต็มไปด้วยองค์ประกอบจำนวนมาก เช่น Storage, Network, Software-defined, Compute, Observability, Application Performance Management ฯลฯ
- ความมั่นคงปลอดภัย และ ระยะเวลาในการให้บริการ – ความคงทน สเถียร และ ความมั่นคงปลอดภัย เกิดจากการเรียนรู้ในความผิดพลาด สั่งสมประสบการณ์นำกลับมาพัฒนาในผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีเพียงพอ สำหรับความคาดหวังขององค์กร ที่ระบบไอทีต้องให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
3.) ประสบการณ์ และ ความอยู่รอด
Virtualization ถือเป็นแกนหลักของระบบไอทีองค์กร ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้คนทาง IDC พบว่าองค์กรส่วนใหญ่ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีธุรกิจอื่นๆที่ใช้งานใกล้เคียงกับพวกเขาหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อใจว่าระบบที่พวกเขาเลือกจะมี ความคงทน ความมั่นคงปลอดภัย และประสิทธิภาพ นั่นเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ Vendor ต้องดำเนินธุรกิจมาได้ยาวนานพอ ไม่ใช่แค่คำโฆษณาและข้อเสนอที่เผยแพร่ในหน้ากระดาษ
อนึ่งการทำงานในระดับองค์กรมักเน้นถึงการยืนระยะนับ 10 ปีไ ม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น เพราะอาจทำให้เกิดต้นทุนในการดำเนินการ ที่บ่อยครั้งมักนำมาซึ่งรอยแผลและผลกระทบทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้เองอีกหัวข้อหนึ่งที่ผู้นำองค์กรต้องคำนึงถึงคือการประเมินความมั่นคงในธุรกิจของ Vendor และวิสัยทัศน์ต่อผลิตภัณฑ์ให้แน่ใจว่าโซลูชันหรือ Vendor จะอยู่ได้ในระยะยาว มีความสามารถในการดูแลที่ตอบโจทย์ระดับองค์กร มี Ecosystem ที่กว้างขวางแข็งแรง อัปเดตทันต่อเทคโนโลยีใหม่
4.) ความสามารถในการปรับตัวสู่อนาคต
ทุกวันนี้หัวข้อของโครงสร้างพื้นฐานของไอทีต่างกำลังกล่าวถึงประเด็นเกี่ยวกับ การรองรับแอปพลิเคชันยุคใหม่แบบ cloud native, microservice, edge computing, hybrid cloud และ AI workload ซึ่งการที่จะก้าวข้ามสู่จุดนั้นได้ แพลตฟอร์มด้าน Virtualization จำเป็นต้องมีความสามารถหลายด้าน พร้อมกับการตอบโจทย์ด้านการลดต้นทุน นั้นทำให้ตลาดของ Virtualization จึงเร่งชูโรงด้านการมัดรวมหลายความสามารถเข้าในแพลตฟอร์ม และผสาน AI/ML ให้เกิดการควบคุมอย่างอัตโนมัติ แต่ที่สำคัญคือการการันตีให้องค์กรสามารถทำงานได้ด้วยเครื่องมือเดียวในทุกสภาพแวดล้อม
Container กลายเป็นรากฐานของแอปพลิเคชันสมัยใหม่ แต่ที่น่าสนใจคือ Container ส่วนใหญ่มักอยู่บน VM เช่นกัน เพราะสามารถจัดการเรื่ององค์ประกอบของระบบ Kubernetes ได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลอาจอยู่บน VM แต่ระบบ Front-end ของแอปพลิเคชันอยู่บน Container ด้วยเหตุนี้เองแนวโน้มของแพลตฟอร์มอนาคตจะเป็นการใช้งาน Container ควบคู่กับระบบ VM แบบเดิมอย่างต่อเนื่อง
AI ถือเป็นตัวอย่างของ Workload แห่งอนาคตที่ชัดเจน ซึ่งต้องการ Compute ที่ขยายตัวได้เรื่อยๆ แถมยังมีฮาร์ดแวร์เฉพาะทางอย่าง GPU หรือ Accelerator เข้ามาประมวลผล ในขณะเดียวกัน AI ก็ต้องการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากทำให้เกิดทราฟฟิคในระดับ East-West อย่างมหาศาล มากกว่านั้นแพลตฟอร์ม Virtualization แห่งอนาคตยังต้องมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับบริการของ AI เกี่ยวกับเรื่องบริการโมเดล การเตรียมทรัพยากรสำหรับโปรเจ็ก AI นั้นๆ ผ่าน Blueprint ที่พร้อมใช้ เป็นต้น
ก้าวสู่ Future-proof Virtualization ไปกับ VMware VCF 9
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ VMware ได้พาองค์กรให้ได้รู้จักกับโลกของ Virtualization ที่ทำให้การลงทุนคุ้มค่ามากขึ้น จนเรียกได้ว่าแทบจะกลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานของเซิร์ฟเวอร์ระดับองค์กร โดย VMware ยังคงเป็นผู้นำตลาดของ Virtualization อย่างต่อเนื่อง และแกนหลักของชุดโซลูชันทั้งหมดก็คือ vSphere ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ในชุดแพ็กเกจเรือธงที่เรียกว่า VMware Cloud Foundation(VCF) ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอีกมากมายด้าน Compute, Container, Storage, Networking, Security และ การบริหารจัดการ ที่เน้นการทำงานได้โดยง่ายด้วยต้นทุนการทำงานต่ำ
VMware ยังคงมีการลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากนวัตกรรมของ vSphere Foundation 9.0 ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นโซลูชัน Virtualization สำหรับอนาคตใน 3 แง่มุม ดังนี้
1.) Modern Workload
ผู้ใช้งาน vSphere Foundation 9.0 สามารถเลือกติดตั้งแพ็กเกจเฉพาะที่ต้องการก่อนได้ แล้วค่อยกลับมาเพิ่มแพ็กเกจอื่นในภายหลัง จากในอดีตที่ต้องวางแผนการใช้งานก่อนติดตั้งให้จบทันที โดยยังมีการออกแบบให้มีการทำงานอิสระต่อส่วนประกอบอื่นๆ ช่วยในการอัปเดตแพ็กเกจแยกขาดจากกัน แต่ไฮไลต์ที่สำคัญของ Modern Workload ที่แท้จริงคือ vSphere Kubernetes Service(VKS) ที่มาพร้อม Kubernetes Runtime และบริการ istio service mesh และ การบริหารจัดการหลายคลัสเตอร์ ทำให้องค์กรสามารถเลือกใช้ Kubernetes ได้หลายเวอร์ชันร่วมกัน เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยนอกจากทำให้ผู้ใช้งานจัดการ VM ได้พร้อมกับ Container ที่เชื่อมต่อ vSphere Subsystem ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ Storage, Networking และ Security
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.techtalkthai.com/vmware-vsphere-kubernetes-service-modernize-your-apps-by-cncf-certified-k8s-solution/ และ https://www.techtalkthai.com/vmware-cloud-foundation-9-0-private-cloud-private-ai-as-a-service/
2.) Operation
ไฮไลต์ที่น่าตื่นเต้นของ vSphere Foundation 9.0 คือการยกระดับในการขยายขีดจำกัดของ VM ซึ่งในหนึ่ง VM สามารถรองรับการประมวลผลได้ถึง 960 vCPU และยังรองรับชิปประมวลผลสุดล้ำจาก AMD Zen 5 หรือ Intel Granite Rapids processors ให้พร้อมสำหรับการประมวลผลงาน In-memory Database ได้อย่างจุใจ หวังผลสำหรับสถาปัตกรรมของ CPU ในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ในมุมของงาน AI/ML ที่คาดหวังถึงการเข้าถึง GPU ได้แบบสะดุดน้อยที่สุด ด้วยความสามารถ VM vMotion ที่ใช้งาน GPU จะเร็วขึ้น 6 เท่าจากการใช้เทคนิค Suspend/Resume แบบรวดเร็วจนไร้การหยุดชะงัก พร้อมสำหรับสถานการณ์ซ่อมบำรุงที่ยังคงรักษา SLA ได้อย่างมั่นใจ
3.) Security
vSphere Foundation 9.0 เปิดใช้งาน TLS 1.3 เป็นค่าพื้นฐานในทุกจุดของการบริหารจัดการและ API เลิกใช้โปรโตคอลที่ล้าสมัย ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในระดับองค์กรได้อย่างอัตโนมัติ ลดเวลาการทำงาน เพิ่มความรวดเร็ว ตอบสนองกับการเชื่อมต่อของ HTTPS ได้ดีกว่าใน TLS 1.2 นอกจากนี้ใน vSphere Foundation 9.0 ยังรองรับมาตรฐาน FIPS 140-2 ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับองค์กรอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นในแง่มุมของการอัปเดตแพตช์ที่เรียกว่า Live Patching ปรากฏครั้งแรกใน vSphere 8U3 ยังได้มีการปรับปรุงขีดความสามารถให้เพิ่มมากขึ้นไม่ว่าคุณจะเป็น ESX Host, vSAN, vmkernel ก็สามารถแพตช์อุดช่องโหว่ได้โดยไม่ต้องปิดระบบ
สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ VMware หรือกำลังมองหาแนวทางการสร้าง Private Cloud สามารถติดต่อทีมงาน VST ECS (Thailand) ได้ที่ vmwareconnect@vstecs.co.th
แหล่งที่มาของข้อมูล: techtalkthai.com
